เมื่อเราได้ตายลงจากความคาดหวังและความกลัว ตายลงจากภาพอดีตที่ล่อลวงให้จมติดกับดักอารมณ์ ใจเราจึงว่างพอที่จะรัก
ความรักเป็นเรื่องยากที่จะพยายามอธิบาย หรือใช้ตรรกะหาคำตอบ ต่อเมื่อเลิกพยายาม เราจึงอาจเข้าใจมัน
ความรักอาจเริ่มต้นที่ space …พื้นที่ว่างระหว่างกัน พื้นที่ในส่วนที่ต่างยังไม่รู้จัก เป็นพื้นที่ว่างที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด เราถมเติมความไม่รู้บนพื้นที่ว่างเปล่านั้นด้วยจินตนาการ ความคิด ความฟุ้งซ่านที่น่าหลงใหล พื้นที่ว่างจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย ชวนตื่นเต้น และน่าค้นหา
ต่อเมื่อพื้นที่ว่างค่อยๆ ลดขนาดลง และความเป็นจริงได้เข้ามาแทรกเติม ..ความทุกข์-สุขก็หมุนเกลียวของมัน หากเป็นนิยาย เรื่องอาจจบแบบมีความสุขเมื่อความเป็นจริงและจินตนาการคาดหวังนั้นเป็นไปในทางเดียวกัน หรือจบลงแสนเศร้าเมื่อเป็นตรงข้าม
แต่ในความเป็นจริงนั้น “พื้นที่ว่าง” ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว มันอาจขยายตัวขึ้นอีกหรือหดตัวลง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างยังคงเติบโตในทางของตัวเอง ทุกข์สุขจึงขึ้นลงวนเวียนไม่แน่นอน
เมื่อความรักดำเนินไป สิ่งสะสมในระหว่างทางก็เริ่มมากขึ้น …ความเป็นเจ้าของ ปัญหา ความขัดแย้ง ความสุข ความเจ็บปวด พอกพูนแน่นเหนียวในความทรงจำ ก่อเกิดเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งและยึดแน่นในห้วงอารมณ์
ในหนังสือ “ว่าด้วยชีวิตและความตาย” กฤษณะมูรติกล่าวไว้ว่า
“…คนเรานั้นต้องตาย เพื่อที่จะรัก…”
…นั่นคือการตายลงจากอดีต ตายจากความทรงจำเก่าๆ ทั้งมวลที่สร้างความติดยึดคุ้นชินระหว่างกัน ไม่ใช่การลืมทุกอย่าง แต่เป็นเพียงวางความทรงจำเหล่านั้นไว้ในที่ของมัน แล้วอยู่กับปัจจุบันตรงเบื้องหน้า เมื่อเราได้มองหน้าคนรัก เรามองเห็นชั่วขณะนั้นของเขา หรือเพียงภาพความทรงจำเก่าๆ ที่ติดค้างอยู่
เรามักใช้อดีตเหล่านั้นมาเป็นแว่นเพื่อส่องมองปัจจุบัน ภาพที่เห็นจึงพร่าเลือนไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย และเราจึงไม่อาจเห็นคนข้างหน้าอย่างที่เขากำลังเป็นจริงๆ
ไม่อาจรับรู้ความสุขทุกข์ในตัวเขา
และไม่อาจ อยู่ กับความเป็น เขา ที่อาจกำลังเปลี่ยนแปลงไป
..เราเพียงอยู่กับ เขาในภาพจำเก่าๆ ของเราเท่านั้น
…เมื่อเราได้ตายลงจากความคาดหวังและความกลัว ตายลงจากภาพอดีตที่ล่อลวงให้จมติดกับดักอารมณ์ ใจเราจึงว่างพอที่จะรัก
และ space หรือพื้นที่ว่างระหว่างกันจึงเป็นพื้นที่กันชนอันมีอิสระ …เป็นพื้นที่ของความไม่รู้ ที่รอให้เราเติมความรู้ที่สดใหม่ลงไปในทุกขณะ
::::: บันทึกเมื่อ 9 ส.ค. 2560

