Slow Life

เราไม่เคยใช้หูเพื่อฟังอย่างเต็มที่ ไม่ได้ใช้ตาเพื่อมองได้เต็มศักยภาพของมัน เรากินด้วยความอยาก ด้วยสัญชาติญาณ แต่แทบไม่ได้อยู่กับรสชาติที่ลิ้นสัมผัส

เรามักวางทางเดินชีวิตเพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จ มุ่งมั่นสู่เป้าหมายด้วยความลำบาก ด้วยความหวังว่าเป้าหมายจะนำความสบายและความสุขมาให้ แต่ความจริงแล้ว ปลายสุดของเส้นทางเดินในชีวิตนี้นั้นได้ถูกวางเอาไว้ให้เราแล้ว เป็นสัจธรรมของความตาย ความสำเร็จหรือล้มเหลวจึงเป็นเพียงระหว่างทาง

บางคนแม้ตระหนักรู้แต่ก็ยังหวังจะฝากรอยเท้าของชื่อเสียง ให้หลงเหลือเป็นภาพจำ เป็นตัวแทนให้ระลึกถึงตัวเองเอาไว้ เพื่อความเป็นตัวเราอาจจะคงอยู่ ไม่เสื่อมสลายหายไป ..แต่ก็อย่างที่เราจะพอเห็นอยู่ ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป รอยเท้าบนผืนทรายเหล่านี้ก็จางลง เมื่อใดมนุษย์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ก็ไม่เหลือใครให้จดจำว่าโลกนี้เคยมีมนุษย์

ชีวิตที่กำลังดำรงอยู่จึงเป็นชีวิตที่มีค่า

…slow life ในความเข้าใจแบบฉัน ไม่ใช่การใช้ชีวิตด้วยความเฉื่อยชา แต่เป็นการ “อยู่” กับชีวิต(ที่เหลืออยู่) ให้มากขึ้น

ชีวิตในวัยทำงานที่มีแต่ความเร่งรีบ …รีบตื่น รีบกิน รีบปฏิบัติหน้าที่ ..ทุกความรีบเร่งนั้นได้ปิดกั้นและจำกัดสัมผัสรับรู้ของเรา เราไม่เคยใช้หูเพื่อฟังอย่างเต็มที่ ไม่ได้ใช้ตาเพื่อมองได้เต็มศักยภาพของมัน เรากินด้วยความอยาก ด้วยสัญชาติญาณ แต่แทบไม่ได้อยู่กับรสชาติที่ลิ้นสัมผัส ทุกอย่างผ่านเข้ามาและผ่านออกไปอย่างไร้ค่า

เพื่อจะแสวงหาคุณค่าที่เราเชื่อ เราอาจละเลยคุณค่าที่เรามี นั่นคือสิ่งที่อยู่กับตัวเรา …คือร่างกาย …คือจิตใจ สัมผัสรับรู้เป็นประตูที่เชื่อมภายนอกเข้าสู่ภายใน เชื่อมร่างกายเข้ากับจิตใจ เมื่อเราละเอียดกับสิ่งต่างๆ ที่ได้ผ่านเข้ามาทางประตูเหล่านี้ เราก็ได้ละเอียดกับชีวิตที่เรามีอยู่มากขึ้น มองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตในทุกๆ ช่วงเวลาที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ชะลอชีวิตที่เร่งรีบและไหลเลื่อนไปตามกระแสความคิด เพื่อกลับเข้ามาก้มมองดูตัวเอง รับรู้สิ่งที่เรากำลังเป็น ดูร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงที่สัจธรรมมอบไว้ให้กับเรา

..เข้าใจและยอมรับมัน


::::: บันทึกเมื่อ 6 พ.ย. 2558